เว็บไซต์ฟุตบอลแห่งหนึ่งเคยมีคำถามให้ตอบกันเล่นๆ ว่าระหว่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ฟุตบอลโลก เกียรติยศอันใดเป็นที่ต้องการมากกว่า ซึ่งนั่นเป็นเรื่องส่วนบุคคล หลายคนคิดว่าความสำเร็จระดับชาตินั้นสำคัญที่สุด แต่ก็มีอีกหลายคนมองว่าสังเวียนระดับสโมสรคือการคละเคล้าของแข้งนานาชาติและการแข่งขันที่แท้จริง ไม่มีใครผิด แต่สำหรับนักเตะอาชีพที่ยิ่งใหญ่ พวกเขาล้วนโหยหาความสำเร็จทั้งสองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

 

บุนเดสลีกา เยอรมนี กำลังจะกลับมาฟาดแข้งในช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤษภาคม และน่าจะเป็นกรณีตัวอย่างของลีกอื่นทั่วยุโรปรวมถึง ยูฟ่า ว่าจะกลับมาตัดสินหาแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ยังคั่งค้างอยู่ในรอบ 16 ทีมหรือไม่

 

ผู้รักษาประตู

 

จานลุยจิ บุฟฟ่อน

ชิงชนะเลิศ 3 ครั้ง

 

แชมป์โลก 2006 คือเกียรติสูงสุดที่ บุฟฟ่อน ได้รับมาแล้ว เขาอยู่กับทีมที่ดีที่สุดในประเทศ และสโมสรระดับแถวหน้าของโลกอย่าง ยูเวนตุส แต่ก็เหมือนโชคชะตาไม่เข้าข้างในรายการนี้ การเข้าชิงทั้ง 3 ครั้งจบที่การเป็นเพียงรองแชมป์ โอกาสแก้ตัวของเขาจะหวนกลับมาอีกครั้ง หากการแข่งขันในซีซั่นนี้ได้เริ่มรอบใหม่

 

มือกาววัย 42 ปีต้องล้างตา หลังจากพลาดท่ากับ ยูเวนตุส เมื่อปี 2018 ในรอบก่อนรองชนะเลิศกับ เรอัล มาดริด เขาโดนใบแดงในนาทีสุดท้าย เมื่อใช้มือรับลูกโหม่งของ ลูคัส บาซเกซ หน้าประตู ผู้ตัดสินมองว่าเขาทำผิดกฎเพราะบอลที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เปิดเข้ามาเฉี่ยวโดนเท้า เมดิห์ เบนาเตีย และเสียจุดโทษที่ทำให้ “เบียงโคเนรี่” พลาดการต่อเวลา และพลาดโอกาสสู่รอบต่อไปในฤดูกาลนั้น

 

กองหลัง

 

ดิเอโก้ โกดิน

ชิงชนะเลิศ 2 ครั้ง

 

หนึ่งในปราการหลังที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งโลกฟุตบอลยุคโมเดิร์น ผู้พา แอตเลติโก้ มาดริด คว้าแชมป์ ลา ลีกา 2013/14 เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี และเป็นคีย์แมนของ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ตลอดระยะเวลา 9 ปี โดยในซีซั่นเดียวกันนั้นหลังจากดื่มด่ำกับความสำเร็จในประเทศ พวกเขาก้าวต่อไปถึงเวทีใหญ่ของยุโรป

 

คู่ชิงของพวกเขาไม่ใช่ทีมแปลกหน้าที่ไหน แต่คือ เรอัล มาดริด เพียงเปลี่ยนสังเวียนในแดนกระทิงดุไปที่ ลิสบอน โปรตุเกส จุดเด่นของ “ตราหมี” ชุดนั้นคือแท็คติกที่ยอดเยี่ยม ทีมเวิร์ค และระเบียบวินัย โกดิน เกือจะได้เป็นฮีโร่ เมื่อโหม่งประตูเข้าไปในนาทีที่ 36 และต้านทานความสามารถส่วนตัวของ “ราชันชุดขาว” เอาไว้ได้เกือบครบ 90 นาที จนกระทั่งเสียท่าให้ลูกเตะมุมจาก ลูก้า โมดริช และการโหม่งในช่วงทดเจ็บของ เซร์คิโอ รามอส สภาพจิตใจและร่างกายของทุกคนรับไม่ไหวในช่วงต่อเวลา โดนซัดแหลกอีก 3 ลูก จบอย่างเจ็บปวดถึง 4-1

 

2 ปีถัดมา พวกเขากลับมาอีกครั้งพร้อมกับความแค้นที่ ซาน ซิโร่ ในมิลาน แอต.มาดริด ต้านทานคู่ปรับร่วมเมืองไว้ได้จนครบ 120 นาที ต้องตัดสินด้วยลูกโทษ แต่เมื่อ ฆวนฟราน ยิงชนเสาทุกอย่างก็พังลง

 

ฟาบิโอ คันนาวาโร่

ไม่เคยชิงชนะเลิศ

 

ดูเหมือนว่าการชิงชัยในรายการนี้จะเป็นยาขมสำหรับกัปตันทีมชาติอิตาลีชุดแชมป์โลก 2006 และเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ที่เป็นกองหลังคนล่าสุด ในบรรดาความสำเร็จที่ผ่านมาทั้งหมด คันนาวาโร่ ล้วนไขว่คว้ามาเกือบครบถ้วน นับรวม สคูเด็ตโต้ 2 สมัยที่หายไป ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่หากย้อนรอยกลับไปช่วงอาชีพอันรุ่งเรือง เขาอยู่กับทีมชั้นยอดอย่าง อินเตอร์ ยูเวนตุส และ เรอัล มาดริด มาแล้ว ถึงอย่างนั้น โอกาสที่ใกล้เคียงที่สุดก็คือรอบรองชนะเลิศ เมื่อปี 2003 เท่านั้น

 

ลิลิยอง ตูราม

ชิงชนะเลิศ 1 ครั้ง

 

หนึ่งในกองหลังที่ยอดเยี่ยมที่สุดในความทรงจำของวัยรุ่นยุค 90 และหนึ่งในแข้งแชมป์โลก 1998 คู่หูของ คันนาวาโร่ทั้งที่ ปาร์ม่า และ ยูเวนตุส ความเหมือนของทั้งคู่ก็คือการประสบความสำเร็จอย่างสูงในระดับชาติ คันนาวาโร่ อยู่กับอิตาลี ตูราม อยู่กับฝรั่งเศส

 

ช่วงเวลา 5 ปีที่ ยูเวนตุส ตูราม ได้เข้าชิงในปี 2003 ใน ออล อิตาเลี่ยน ไฟนอล กับ เอซี มิลาน การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ตลอด 90 นาทีและช่วงต่อเวลาที่จบลงด้วยสกอร์ 0-0 ผู้คนอาจมองว่าเป็นการต่อสู้ด้วยแท็คติกที่ชวนหลับ แต่ทั้งคู่ต่างใช้โอกาสสิ้นเปลืองจนต้องดวลจุดโทษ ซึ่งไม่มีชื่อของ ตูราม และ มิลาน แม่นยำมากกว่า  แม้ย้ายไป บาร์เซโลน่า ในปี 2006 แต่ก็เกิดขึ้นหลังจากที่ยักษ์ใหญ่แดนกระทิงดุคว้าแชมป์ไปก่อนแล้ว

 

กองกลาง

 

พาเวล เนดเวด

ไม่เคยชิงชนะเลิศ

 

เจ้าของรางวัล บัลลงดอร์ 2003 และผู้อำนวยการกีฬา ยูเวนตุส คนปัจจุบัน ได้รับเกียรติส่วนบุคคลมากมาย เนื่องจากถือสัญชาติเช็ค จึงไม่มีใครมองว่าเขาล้มเหลวกับทีมชาติ และยังนั่งอยู่ในใจแฟนๆ เสมอ ตลอดช่วงเวลา 8 ปีที่ ยูเวนตุส เขาฝากผลงานไว้มากมาย และเป็นคีย์แมนที่ส่งให้ทีมได้เข้าชิงในปี 2003 กับ เอซี มิลาน ซึ่งน่าเสียดายที่ไม่มีชื่อของเขา ทำให้ไม่สามารถนับได้ว่าเขาเคยเข้าชิง เพราะในเกมนั้น เนดเวด ติดโทษแบนจากการสะสมใบเหลืองครบโควตา

 

ปาทริค วิเอร่า

ไม่เคยชิงชนะเลิศ

 

เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ประสบความสำเร็จระดับชาติอย่างสูงกับฝรั่งเศสทั้งใน ฟร้องซ์ 98 และ ยูโร 2000 รวมถึงแชมป์ พรีเมียร์ลีก ไร้พ่าย แต่ อาร์เซน่อล ในยุคนั้นยังไม่ยิ่งใหญ่ระดับยุโรป การเข้าชิงในปี 2006 กับ บาร์เซโลน่า ก็ไม่มี วิเอร่า ที่ย้ายไป ยูเวนตุส แล้วในช่วงซัมเมอร์ 2005

 

ที่ อินเตอร์ มิลาน จำนวนเกมในสนามของ “ปั๊ต” ลดลง เมื่อ โชเซ่ มูรินโญ่ มี ซัลลีย์ มุนตารี่ และ ติอาโก้ ม็อตต้า ในช่วงซัมเมอร์ 2009 กุนซือชาวโปรตุเกสยอมรับจริงๆ ว่าได้รับการติดต่อจาก อาร์เซน่อล ที่ต้องการอดีตกัปตันกลับไปอีกครั้ง แต่มันไม่เกิดขึ้น และในเดือนมกราคม 2010 เขาก็ย้ายไป แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลางทาง ทั้งที่ในซีซั่นนั้น อินเตอร์ เป็นถึง เทรเบิ้ลแชมป์

 

เชส ฟาเบรกาส

ชิงชนะเลิศ 1 ครั้ง

 

เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่มีชื่อของ ฟาเบรกาส เข้ามาทั้งที่หากพอนึกได้ เขาอยู่กับ อาร์เซน่อล ในการเข้าชิงปี 2006 แต่พ่ายแพ้ให้ บาร์เซโลน่า และย้ายกลับถิ่นเกิดในช่วงปีที่พีคสุดๆ ของสโมสรดังแคว้นคาตาลัน ซึ่งได้แชมป์ไปแล้วในปี 2011 จากการเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ 3 ปีต่อจากนั้นที่ใกล้เคียงที่สุดก็คือรอบรองชนะเลิศ 2012 ที่พลาดท่าให้ เชลซี ทีมในอนาคตของเขาเอง และเมื่อกลับมาเล่นที่ ลอนดอน ในเสื้อสีน้ำเงิน “สิงห์บลูส์” ก็ไม่สามารถเข้าใกล้ความยิ่งใหญ่ระดับยุโรปได้อย่างที่เคย

 

ฟรานเชสโก้ ต็อตติ

ไม่เคยชิงชนะเลิศ

 

“มิสเตอร์ โรม่า” ในฐานะวันคลับแมนน่าจะพอใจกับการอยู่ในฐานะตำนานและปฏิเสธทุกข้อเสนอไม่ว่าจะมาจาก เอซี มิลาน, อินเตอร์ หรือ เรอัล มาดริด สคูเด็ตโต้สมัยเดียวในปี 2000/01 บวกกับ เวิลด์ คัพ 2006 และความรุ่งเรืองของทีมชุดอายุไม่เกิด 21 ปีชุดแชมป์ ยูโร 1996 ที่ว่ากันว่าเป็นทีมเด็กที่น่ากลัวที่สุดก็ไม่ได้ทำให้ความยอดเยี่ยมของเขาลดลง และเขาคงทำใจยอมรับได้ว่าศักยภาพของทีมตลอด 15 ปีนั้นไม่ดีพอจะเทียบชั้นกับยักษ์ใหญ่รายอื่น โอกาสใกล้เคียงที่สุดของ ต็อตติ จึงไปได้เพียงรอบก่อนรองชนะเลิศเท่านั้น

 

 

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

ไม่เคยชิงชนะเลิศ

 

สุดยอดฝีเท้าและตัวนำโชคที่ย้ายไปไหนในปีแรกก็มีแชมป์ลีกติดมือ ทั้งที่ สเปน อิตาลี และ ฝรั่งเศส อาจจะยกเว้นอังกฤษ แต่ก็เป็นเรื่องเหลือเชื่อเช่นกันที่มีชื่อของ ซลาตัน อยู่ตรงนี้ ทั้งที่เคยอยู่กับหลากหลายยอดทีมในช่วงขาขึ้น ทั้ง ยูเวนตุส, อินเตอร์ มิลาน, บาร์เซโลน่า, เอซี มิลาน และ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ถ้านับแชมป์ลีกอาชีพใน 19 ปีของการค้าแข้ง เขาคว้ามาแล้วถึง 11 ครั้ง (ไม่นับ สคูเด็ตโต้ 2 สมัยกับ ยูเวนตุส ที่โดนริบไป) ในหลากหลายประเทศ แต่กับ แชมเปี้ยนส์ ลีก ทั้ง อินเตอร์ และ บาร์เซโลน่า ต่างก็ได้แชมป์เมื่อเขาจากไป

 

โรนัลโด้

ไม่เคยชิงชนะเลิศ

 

เป็นอีกหนึ่งคนที่แฟนๆ จดจำเขาในฐานะกองหน้าที่ดีที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา และตำนานทีมชาติบราซิลผู้แสนพลิ้วไหวแม้สภาพร่างกายไม่ดีนัก แต่ใครจะเชื่อว่าทั้งที่อยู่กับ บาร์เซโลน่า, อินเตอร์ และ เรอัล มาดริด ยุค “กาแล็คติกอส” แต่เขาก็ยังไม่รู้จักคำว่าเข้าชิงชนะเลิศ อันที่จริงในการค้าแข้งที่ยุโรป โรนัลโด้ ก็ได้แชมป์ลีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้นคือ ลา ลีกา 2002/03 และก็เป็นทีมชุดเดียวกันในซีซั่นนั้นที่เขาพาไปถึงรอบรองชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนพ่ายแพ้ ยูเวนตุส

 

รุด ฟาน นิสเตลรอย

ไม่เคยชิงชนะเลิศ

 

ดาวยิงดัตช์ผู้ที่น่าจะมากับสำนวน คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ ด้วยฝีเท้าและจมูกที่ไวต่อกลิ่นการเข้าชาร์จหน้ากรอบเขตโทษ เขาเป็นกองหน้าที่ยิงประตูในรายการนี้ได้มากถึง 56 ประตู และเป็นดาวซัลโว แชมเปี้ยนส์ ลีก ถึง 3 ฤดูกาล เป็นคนที่ยิงประตูได้มากที่สุดในบรรดาแข้งระดับตำนานที่ไม่เคยสัมผัสแชมป์ถ้วยหูใหญ่ เขาอยู่กับยอดทีมทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เรอัล มาดริด แต่ก็ทำได้ดีที่สุดเพียงรอบรองชนะเลิศ 2002 ที่ทีมของท่านเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พลาดท่าให้ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น

 

ถ้าไม่เพราะโรคระบาดที่ชื่อ โควิด-19 สัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคมเราจะได้เห็นโฉมหน้าผู้เข้าชิง แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เมื่อปี 2019 คือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ ลิเวอร์พูล ทั้งคู่เป็นทีมพลังหนุ่มจากเกาะอังกฤษ แต่ในปี 2020 การแข่งขันยังติดอยู่ตรงกลางทาง ไร้ข้อสรุป แต่ถ้ามองย้อนกลับไป ก็จะเห็นว่ามีนักเตะชั้นยอดหลายรายที่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าการขาดแชมป์รายการนี้ทำให้พวกเขาพลาดการเป็นตำนานไปอีกนิดใช่หรือไม่  ขอบคุณ ข้อมูลดีๆ จาก บาคาร่า จีคลับสำหรับคนที่สนใจ เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง 

 

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *